Profilo di KoKUnder Construction!!FotoBlogElenchiAltro ![]() | Guida |
|
Under Construction!!
03 dicembre Today!วันนี้อยากจะเขียนแล้ว อ้างมาบ่อยแล้วว่าไม่มีเวลา เวลาของผมมีมากมาย แต่อารมณ์แบบนี้มันไม่มีทุกวัน
วันนี้ย้อนอ่านบล็อคเก่าๆ ก็รู้สึกขำตัวเองดีเหลือเกิน ว่าอดีตผมก็เคยเป็นแบบนี้ด้วยเหมือนกัน
วันนี้อะไรหลายๆ อย่างเปลี่ยนไป เปลี่ยนไปเยอะเหมือนกันนะ ทั้งๆ ที่ยังอยู่ในปีเดียวกัน
วันนี้โตขึ้นมากกว่าเดิม (เฉพาะบางเรื่อง) แต่หลายๆ เรื่องก็ยังคงเป็นเด็กอยู่เรื่อยไป
วันนี้ผมไม่ได้ทำงานเพื่อให้ลืมรัก แต่...
วันนี้ผมทำงานเพื่อความรัก
วันนี้เป็นวันธรรมดาวันหนึ่งที่รู้สึกเหงาๆ ก็อย่างว่า....ผมเป็นพวกขาดความอบอุ่น ผมเรียกร้องอะไรหลายๆ อย่างจากคนที่ผมรัก - - ผมว่าเขาก็พยายามหามาให้ผมนะ แต่ผมไม่เคยพอเอง
วันนี้ผมก็ยังคงเอาแต่ใจและเข้าใจยาก บางทีสิ่งที่คิดก็ไม่อยากพูด...บางที่สิ่งที่พูดก็ไม่ได้คิด
วันนี้ผมก็ไม่ได้เป็นอะไรมากหรอก แค่อยากจะบอกว่า
.
.
.
วันนี้ผมมีคนให้รักแล้ว
11 maggio Spring Beginning“ทำงานให้ลืมรัก” ผมชอบวลีที่ออกมาจากปากพี่รหัสมากกก.......ก เพราะช่วงปิดเทอมที่ผ่านมาผมทำงานมาโดยตลอด จนคนอื่นๆ เข้าใจว่าผมทำงานเพราะอกหัก
จริงๆ ก็เกือบถูกต้องที่ผมทำงานเพราะเสียอกเสียใจกับความรัก แต่ๆ ไม่ใช่ทั้งหมดอย่างแน่นอน
เพราะสาเหตุที่ผมทำงานต่างๆ เกิดจากความต้องการส่วนตัวที่อยากทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อตัวเองและผู้อื่น
อย่างงานค่ายพระเทพฯ ผมตอบตกลงรับทำงานนี้ก่อนที่เราสองคนจะลาจากกันไปด้วยดีซะอีก
แล้วอย่างงานค่ายที่จังหวัดตาก ผมตอบตกลงเพราะอยากไปเที่ยวต่างจังหวัดนานๆ ใช้ชีวิตห่างไกลจากผู้คนและสังคมที่น่าเบื่อในกรุงเทพฯ มากกว่า
แต่คงหาคนเชื่อได้ยาก เพราะตลอดเวลาสามปีที่ผ่านมาในรั้วมหาวิทยาลัย ผมไม่เคยมีทีท่าที่จะสนใจลักษณะงานแบบนี้ อันที่จริงผมเคยชอบออกค่ายนะ เพียงแต่ข้อจำกัดผมจะเรื่องมากเล็กน้อย เช่น ที่พักต้องดี ห้องน้ำสะอาด ลักษณะงานต้องไม่ทำกลางแจ้ง ฯลฯ ซึ่งค่ายส่วนใหญ่จะไม่เป็นเช่นนั้น คนที่ออกค่ายจะต้องลุย อยู่ง่าย ทานง่าย แต่ผมค่อนข้างจะมีปัญหามาก
คงเป็นสาเหตุที่เพื่อนๆ ไม่ชวนผมทำค่ายแน่นอน นอกเหนือจากข้อจำกัดข้างต้น ผมก็พร้อมที่จะทำทุกอย่างไม่มีเกี่ยงเลย
ความรักเป็นแค่ตัวกระตุ้นให้ผมทำในสิ่งที่ไม่เคยทำมากกว่า ผมมองว่าเป็นข้อดีนะ เพราะถ้าผมยังคบกันอยู่ ผมคงพลาดประสบการณ์ดีๆ ไปหลายอย่างเลย และคงน่าเสียดายมากถ้าผมพลาดไป
ใจจริงอยากจะเขียนเล่าประสบการณ์สองค่ายที่ได้ทำ แต่ไม่รู้จะเริ่มตรงไหนก่อน สิ่งที่อยากเขียนมีอยู่อย่างมากมายจนเลือกมาเขียนไม่ถูก หากเขียนทั้งหมดมีหวังเพื่อนคงปิดบล็อกนี้ไปก่อนจะอ่านจบแน่นอน
ด้วยเหตุนี้ ผมจึงไม่เขียน และขอเก็บความประทับใจทุกอย่างไว้ในความทรงจำแทน สำหรับผม มันมีคุณค่ามากกว่าความรักที่ได้จากคนรักเสียอีก (ไม่นับรวมถึงคุณพ่อคุณแม่และพี่สาวผมนะ) 26 febbraio Tomorrow never changes!และแล้ว ผมก็สิ้นสุดของการเดินทางกับความรักครั้งนี้ ถึงแม้ผมจะเสียใจมากกว่าครั้งอื่นๆ แต่ผมก็สุขใจที่ผมได้ทำกับมันเต็มที่แล้ว ผมพยายามทำทุกวิถีทางที่จะยื้อให้อยู่กับผมให้นานที่สุด ผมทำได้แค่ 24 วัน หลังจากเกิดเหตุการณ์นั้น เหตุการณ์เดียวที่เปลี่ยนผมกับเขามาโดยตลอด ผมรู้ว่าเธขาเองก็เปลี่ยนไปตั้งแต่วันนั้น ผมเองก็รู้สึกได้ ถึงเธอจะบอกว่า “ไม่” ก็ตาม
ผมแย่ที่เกิดมาพร้อมกับ Spiritual Sense อันรุนแรง ความสามารถทางจิตของผมสามารถบอกได้ว่าสิ่งที่ผู้อื่นคิด หรือสิ่งที่จะเกิดต่อไปในอนาคตเป็นอย่างไร ผมไม่เคยนึกชอบมันเลย มันทำให้ผมสามารถคาดการณ์เหตุการณ์ต่อไปได้ โดยที่บางทีผมเองก็ไม่อยากรู้ ผมทราบมาโดยตลอดว่าวันนี้ต้องมาถึงในไม่ช้า และก็เป็นจริง อันที่จริงผมก็ทำใจเอาไว้นานแล้ว แต่ก็ยังหลอกตัวเองว่า เขายังรักเราอยู่ แค่ใช้คำพูดเพียงประโยคเดียว ก็ทำให้ผมอดทนได้ถึง 24 วัน ทรมานจริงๆ นะ ไม่ใครรู้หรอกว่าในใจผมคิดอะไรอยู่ ผมไม่ใช่คนช่างพูดเรื่องในใจ (บางเรื่อง) ของตนเองเท่าไร แม้ว่าภายนอกอาจจะไม่ใช่อย่างที่เห็น ดูไม่ใช่อย่างที่เป็น ผมแสดงออกว่าร่าเริง สดใส ยิ้มแย้มอยู่ตลอดเวลา แต่ภายในใจเต็มไปด้วยความขุ่นมัว เศร้า เสียใจ เหมือนเป็นคนเก็บกด แต่ก็ไม่หรอก อย่างน้อยก็มีบ้างที่ระบายมันออกไป เช่น เพื่อนในกลุ่มมักจะโดน (อีกแล้ว) ผมโมโหใส่อยู่เป็นประจำในเรื่องงาน ความจริงงานพวกนี้ผมทำเองก็ได้ ถ้าอยู่ในสภาพปกติ แต่ผมอยู่อย่างเอ๋อๆ เบลอๆ มาตลอด 3 อาทิตย์กว่า ในใจคิดเรื่องนู้นเรื่องนี้สับสนกันวุ่นวายไปหมด บางครั้งที่ทำอะไรไม่ดีลงไป เราก็ขอโทษไว้ ณ ที่นี้ด้วยละกัน
2 เดือนนับจากวันที่ 22 ธันวาคมเป็นต้นมา ผมเรียนรู้อะไรหลายอย่างมากมาย ความสุขชั่วระยะเวลาสั้นๆ บอกให้ผมรู้ว่าตนเองเป็นคนเช่นไร ผมทุ่มเทกับความรักครั้งนี้มาก จนลืมใส่ใจคนรอบข้าง ผมกลายเป็นคนที่เห็นแฟนสำคัญกว่าเพื่อน หลายครั้งที่เขาเคยถามผมว่า “ทำไมผมถึงไม่ติดเพื่อนอย่างเขา, ทำไมถึงไม่ไปไหนมาไหนกับเพื่อน” ผมก็มานั่งคิดหาคำตอบให้ตนเอง จนได้คำตอบว่า เวลาว่างยังแทบไม่มีกันเลย จะเอาเวลาที่ไหนไปเที่ยว ชีวิตผมมีแต่ งาน งาน งาน ไม่เหมือนตอนปี 1 ที่ผมและเพื่อนในกลุ่มมักมีแวลาเยอะๆ เพื่อเดินวนเวียน เข้าร้านนู้นออกร้านนี้ ที่สยาม มาบุญครองกันเป็นประจำ ผมไม่มีเวลาเหมือนอย่างตอนนั้นแล้วหนิ แต่เขาไม่เคยเข้าใจ ผมเสาะแสวงหาเวลามาเก็บไว้ เพื่อผมจะได้เจอกับเขาให้มากที่สุด เพราะเขาไม่ค่อยมีเวลา ผมจึงเกรงว่าถ้าเกิดทั้งสองคนไม่มีเวลาให้กัน ทุกอย่างต้อง Fade Away อย่างแน่นอน ผมไม่อยากให้เป็นอย่างนั้นเลย และอีกอย่าง ผมลงทะเบียนเรียนเทอมละ 9 – 10 ตัว ในขณะที่เขาลงทะเบียนเรียนเทอมละ 5 – 6 ตัว มันต่างกันมากแค่ไหนล่ะ แล้วทำไมกับเขาถึงมีเวลาให้ได้ ผมทำทุกอย่างเพื่อให้มีเวลาอยู่กับเขา ผมเสียสละเวลานอนตอนกลางคืนของตัวเองออกไป เพื่อจัดการงานต่างๆ ผมลดเวลานอนของตัวเองลง แต่ไม่เคยบอกให้เขาและใครรู้ แม้แต่เพื่อนๆ เอง ก็ยังไม่รู้เลยว่าผมนอนวันละ 2 – 3 ชั่วโมงมาโดยตลอด ผมอาศัยการกินวิตามินซีทุกคืน เพื่อช่วยให้ร่างกายสดชื่นในตอนเช้า ไม่เพลีย แต่ก็สร้างปัญหาอื่นๆ ให้กับผม ตอนนี้ผมผอมมาก...มากจนกระดูกโปนออกมาอย่างน่าเกลียดแล้ว ขอบตาลึก คล้ำ และโหล ผมกลายเป็นคนไม่รักตัวเองอย่างที่เขาชอบว่าผม เขาเคยบอกผมไว้ว่า “ถ้าเธอไม่รักตัวเธอเอง แล้วเธอจะรักคนอื่นได้ไง” ตอนนั้นผมก็ให้คำตอบเขาไม่ได้ เพราะติดว่ามันก็คงเป็นจริงอย่างที่เขาพูด แต่เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ผมนั่งจัดเรียงชีท เพื่อที่จะอ่านสอบ ผมไปสะดุดชีทคำถามแผ่นหนึ่งที่เก็บเอาไว้นานมาก เป็นชีทสมัยที่ผมเรียนวิชา Family Psychology เกี่ยวกับเรื่องของความรัก (ตอนนั้นอายุ 17) ในชีทมีข้อหนึ่งเขียนไว้ว่า “ฉันให้ความสำคัญแก่ความสุขของคู่รักมากกว่าความสุขของฉันเอง” ผมเขียนหน้าข้อไว้ว่า Yes และเมื่อลองดูคำตอบความรักในข้อนี้ พบว่าเป็นความรักแบบ Unselfish / All giving Love หรือเราจะรู้จักกันในชื่อ Agape ซึ่งเป็นความรักสูงสุดในระดับความรักทั้ง 6 (ส่วนมากเป็นความรักของพ่อแม่ที่มีต่อลูก) แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า ผมโอเวอร์รักเขามากมายถึงขั้นเกินไปอะไรทำนองนั้นนะ ที่ผมต้องการจะบอกก็คือ ผมสามารถรักคนอื่นได้มากกว่าตนเองจริงๆ และความรักแบบนี้ก็มีในเชิงทฤษฎีด้วย แล้วถามว่าผมโทษเขามั้ยที่ผมต้องทำแบบนี้ ไม่นะ ไม่ใช่ความผิดของเขาเลย และผมก็ไม่เคยกล่าวโทษใครด้วย แต่เขามักจะชอบบอกว่าเป็นความผิดของเขาเอง ซึ่งทำให้ผมรู้สึกแย่มาก
ความรักของผมดำเนินเรื่อยมาจนถึงวันที่แตกหักกัน คือ วันที่ 22 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นวันครบรอบ 2 เดือน วันนั้นผมเล่น MSN อยู่กับเพื่อน และรู้สึกว่าเขาก็ต้องออนไลน์อยู่อย่างแน่นอน แต่ผมกลับไม่เห็นว่าเขาออนฯ จริงๆ ความรู้สึกนี้เกิดมาหลายวันแล้ว แต่วันนี้ ผมอยากจะพิสูจน์ว่า Spiritual Sense ของผมไม่จริงเสมอไป ต้องมีความผิดพลาดบ้าง ผมจึงออนฯ อีกเมลหนึ่งที่เคยแอดเขา (หรือเขาแอด - ไม่แน่ใจ) ไว้ตั้งแต่สมัยผมอยู่ ม. 5 ลืมบอกไปว่าเคยรู้จักเขาตั้งแต่ ม. 5 แต่ก็ไม่ได้คุยกันเท่าไร จนมารู้จักกันอีกทีตอนผมปี 3 นี่แหล่ะ ผมเข้าไปในเมลนั้น และพบว่าเขาออนไลน์อยู่ เป็นจริงดังคาด ผมคิดต่อมาทันทีว่า ถ้าผมทำเป็นเฉยๆ ถามเขาด้วยความสงบ ก็คงไม่เกิดอะไรขึ้น แต่ผมทนไม่ไหวแล้ว มันมากเกินไปจริงๆ นะ ความรู้สึกของการโดน Block ใน MSN มันแย่มาก ผมเปิดฉากทะเลาะด้วยทั้งๆ ที่รู้ว่ายังไงวันนี้เราต้องจบกันอย่างแน่นอน และความรู้สึก คือ ไม่อยากจบ แต่กลับต้องจบให้ได้ ผมให้เขาเลือกเองว่าจะอยู่ทู่ซี้ต่อไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น หรือจบไปเลยเหมือนเราไม่เคยรู้จักกันมาก่อน เขาเลือกอย่างที่สองด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ผมก็เช่นกัน ผมตอบรับคำตอบที่รู้อยู่แล้วด้วยน้ำเสียงเดียวกัน สุดท้าย เราจบกันตรงที่สัญญากันเอาไว้ว่า ต่อจากนี้ เราสองคนจะกลายเป็นคนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน หากมีใครถามว่าแฟนคนล่าสุดคือใคร ให้ตอบคนก่อนหน้าที่จะคบกัน และหากถามว่ารู้จักคนๆ นี้มั้ย ให้ตอบว่า ไม่รู้จัก และเมื่อเจอหน้ากัน ก็ทำเป็นไม่รู้จัก หรืออาจยิ้มให้กันเสมือนเราเป็นเพื่อนร่วมโลกคนหนึ่งเท่านั้น
เจ็บปวดมั้ยละ? กับความรักครั้งนี้ - - แต่ก็ขอบคุณนะที่เธอยกให้เราเป็นคนที่เธอ “เคยรัก” มากที่สุด เธอเองก็เช่นกัน และเราตกลงใจที่จะเก็บเสื้อกันหนาวที่เคยยืมมาใส่ไว้ในตู้เสื้อผ้าที่บ้านหลังใหม่ สถานที่เพียงแห่งเดียวของเราที่เธอเคยมา บ้านหลังเดียวที่เธอเคยเดินเข้ามาถึงในห้องนอนของเรา เธอเป็นคนแรกและคนเดียวในตอนนี้ที่เราพาเข้ามาบ้านหลังนี้ เพื่อนสนิทหรือใครๆ ก็ยังไม่เคยมาถึงบ้านเรา
“ลาก่อน” คำสุดท้ายที่เราไม่เคยมีโอกาสพูดให้เธอฟัง 22 gennaio Love Paradiseกว่าจะกลับ up blog ต่ออีกครั้ง ก็นานเป็นชาติเลย งานที่เข้ามาก็ไม่มีทีท่าว่าจะลดลง แถมเพิ่มมากขึ้นอีก จนเริ่มชินแล้ว เพราะปรับเปลี่ยนวิธีคิดแบบใหม่ และงานแต่ละชิ้นท้าทายความสามารถเป็นอย่างมาก เช่น การเขียนบทความทางวิชาการ การแปลงานวิจัย เพื่อนำมาใช้อ้างอิงในงานวิจัยของคณะ 2 ซึ่งแต่ละงานเหล่านี้มีค่าตอบแทนให้เหมือนกัน ช่วงนี้เลยโดนเพื่อนหลายคนบ่นว่าไม่เคยเห็นหน้าค่าตาในคณะ เพราะไม่ค่อยเข้าเรียน (จริงๆ เข้า แต่เข้าใจผิดกันไปเอง) เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการพักผ่อนหย่อนใจตามสถานที่ต่างๆ รอบกรุงเทพฯ อาทิ Siam (Square, Discovery, Center, Paragon), The Mall (Bangkapi, Ngamvongvan) และ Central (World, Ladpraw) ถึงเงินเดือนของเดือนมกราคมจะหมดไปตั้งแต่วันที่ 3 แล้วก็ตาม แต่ก็ยังสามารถกินเที่ยวได้อย่างไม่จำกัด อันเนื่องมาจากความเครียดสะสมที่มากเกินพอดี บวกความบ้าขั้นสูงในร่างกาย เป็นตัวกระตุ้นให้ใช้จ่ายอย่างไม่ลืมหูลืมตา เฮ้อ...ลองกลับมาอ่าน Blog ทบทวนเรื่องราวเก่าๆ ในอดีตเกี่ยวกับความรักของตัวเอง ทำให้รู้สึกสงสารขึ้นมาจับใจ เพราะคิดว่าถ้าฝ่ายที่โดนกระทำ คือ ‘เรา’ แล้วเราจะเป็นอย่างไร ไม่รู้ว่าเราทำลงไปได้อย่างไร แต่เรื่องก็ผ่านไปนานแล้ว ไม่อยากสนใจ เพราะอยากทำปัจจุบันให้ดีที่สุด รักษาความรักที่สวยงามให้ยืนยาว และมีความหมายกับบุคคลทั้งสองให้มากที่สุด- -เพียงเท่านี้ดีกว่า วันนี้ครบ 1 เดือนที่เรามีคนพิเศษอยู่เคียงข้าง อยากจะบอกว่าดีใจมากเลยที่มีเธออยู่ด้วย ดีใจที่เธอยังจำได้ เราอาจจะหลงๆ ลืมๆ ไปบ้างตอนที่เธอถาม ก็อย่าโกรธกันนะ ....อยากมีคนพิเศษ อยู่ในคืนพิเศษ... สุขสันต์วันครบรอบ 1 เดือน
ก๊อกแก๊ก
12 dicembre Working-Class Movementเปิดเทอมผ่านมาเกือบเดือนกว่าแล้ว ยังไม่ได้ Up Blog เหมือนเพื่อนคนอื่นๆ เลย ส่วน Blog ก่อนหน้าก็เขียนไว้ตั้งแต่ตอนปิดเทอม แค่เอามา Publish ให้ตรงกับวันที่ 29 ก็เท่านั้นเอง จริงๆ ก็รู้ล่ะว่าปี 3 งานจะยุ่งมาก แค่ดูจากเมื่อตอนเทอม 1 ก็เดาได้คร่าวๆ แล้วล่ะว่า งานมากมายแค่ไหน เทอม 2 ก็เหมือนยกกำลัง 2 เข้าไปจากงานของเทอม 1 เลย จากที่งานก็มากจนล้นมืออยู่แล้ว ไม่รู้ทำไมเทอมนี้ถึงขยันทำกิจกรรมเกือบทุกอย่างเลย และยังเอาเวลาตอนเย็นอีก 2 วันต่อสัปดาห์ไปเรียนพิเศษเพิ่มเติมที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อีก เรียกได้ว่า เวลาของเราตอนนี้มีค่ายิ่งกว่าทองซะอีก สืบเนื่องจากภาระที่เพิ่มมากขึ้น จากงานที่ต้องทำส่งในรายวิชาต่างๆ แล้ว ยังมีงานอื่นๆ เข้ามาให้ปวดหัวเล่นๆ อีก (โชคดีที่ไม่รับงานสอนพิเศษ ไม่งั้นชีวิตนี้คงไม่ต้องทำอะไรแล้ว) แต่งานอื่นๆ ที่ว่ากลับเป็นงานที่มีประโยชน์และเพิ่มพูนความรู้มากกว่างานที่ทำในชั้นเรียนอีก แต่ตอนนี้ทุกอย่างดูเหมือนจะเข้าที่เข้าทางแล้ว เพราะมีวันหยุดสุดสัปดาห์ให้จัดการสะสางงานต่างๆ จนเสร็จเรียบร้อย ผิดกับก่อนหน้านี้ที่วันแต่ละวันผ่านไปอย่างยากลำบาก เพราะงานกลุ่มเริ่มจะเหมือนงานคู่ เพื่อนที่ช่วยก็ช่วยกันจริงๆ เพื่อนที่ไม่ช่วยก็ไม่ช่วยเลยจริงๆ คงไม่เชื่อกันแน่ว่าหลายสัปดาห์ก่อน เราปวดหัวติดต่อกันนานมากกว่าสัปดาห์เลย อาการไม่ได้แสดงอะไรมากมายหรอก แค่เหมือนกับมีบางสิ่งหนักๆ อยู่ในหัวเท่านั้นเอง ถ้าไม่ใส่ใจ ก็ไม่รู้สึกหรอก แต่นี่ล่ะเป็นสาเหตุที่ทำให้เราหงุดหงิดมาตลอด เพื่อนๆ รอบข้างเราหลายคน น่าจะสังเกตอารมณ์แปลกๆ นี้ได้ เพราะเราจะหงิดหงุด งุ่นง่านอย่างไม่มีเหตุผล หรือดีหน่อย - ก็แค่เอ๋อ หรือบางครั้งถามอะไร ก็จะตอบไม่ถูก จำไม่ได้ The Gang in เอกไทย เจออาการที่ว่ามาครบหมดแล้ว ยังดีที่เป็นเพื่อนกันมานาน เลยคิดว่าเพื่อนคงจะไม่ถือสาหาความอะไร แต่ลึกๆ แล้ว จะคิดอย่างไร เราก็ไม่รู้เหมือนกัน เราไม่เคยตกอยู่ในสภาวะแบบนี้ ชีวิตก่อนหน้านี้มันไม่ใช่อย่างที่เป็นอยู่ เราชอบอยู่เฉยๆ อ่านหนังสือ เล่นเกม ดูหนัง ฟังเพลง มีชีวิตเรื่อยๆ สบายๆ ตอนนี้ เวลามีคนโทรฯ มา ถ้าถามว่าทำอะไรอยู่ 99% ของคำตอบ คือ “ทำงานอยู่ครับ” และบางครั้งก็ยุ่งจนอาจไม่ได้รับสายไปเลยก็มี บางคนก็เชื่อ บางคนก็ไม่เชื่อ เพราะคนอะไรทำงานได้ตลอดทั้งวี่ทั้งวัน นึกว่าเป็นข้ออ้างไม่อยากคุยโทรศัพท์ ก็นานาจิตตังกันไป แต่คำตอบของเรา - เป็นความจริงแท้ 100% เลย ถ้ายังไม่เชื่อกัน จะ List รายการที่ต้องทำตั้งแต่ต้นเดือนธันวาคมจนถึงสิ้นเดือนให้ดู 1. เพิ่มส่วนของสาระการเรียนรู้ และแก้ไขจุดที่บ่งพร่องในแผนการจัดการเรียนรู้ 2. พิมพ์งาน หน่วยการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย 3. ทำการนำเสนอ หน่วยการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ด้วยโปรแกรม PowerPoint 4. ค้นคว้าหาหนังสือเกี่ยวกับการสอนการเขียน 5. แปลบทความภาษาอังกฤษจากหนังสือชื่อ Teaching Writing Skill (เฉพาะบทที่ว่าด้วยเรื่องของการสอนการเขียน) 6. เพิ่มเติมเนื้อหาแปลลงในงาน “เบญจศิลา เรื่อง การสอนการเขียน” จากที่เพื่อนสรุปรวมให้ 7. เขียนจดหมายขอทุนเรียนต่อในมหาวิทยาลัยต่างประเทศ (ซึ่งจะนำมาลงเป็นตัวอย่างให้ ถ้าอาจารย์ตรวจสอบความถูกต้องแล้ว) 8. ค้นคว้าหาเอกสาร แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องมาประกอบทำโครงร่างงานวิจัย 9. คิดและเขียนโครงร่างงานวิจัย 10. ค้นคว้าหาเอกสาร แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องมาประกอบทำโครงร่างบทความ 11. คิดและเขียนโครงร่างบทความ (ซึ่งจะนำมาลงให้อ่าน ถ้าอาจารย์อนุมัติเรียบร้อยแล้ว) 12. ค้นคว้าและพิมพ์บทความทางวิชาการ 13. ร่วมมือกับเพื่อนอีกกลุ่มในการพิมพ์งาน การจัดการเรียนรู้แบบทดลอง 14. ทำการนำเสนอ การจัดการเรียนรู้แบบทดลอง ด้วยโปรแกรม PowerPoint 15. ทำการนำเสนอ แผนผังมโนทัศน์ ด้วยโปรแกรม PowerPoint 16. ทำการนำเสนอเพื่อใช้ในรายวิชา คติชนวิทยา ด้วยโปรแกรม PowerPoint 17. ผลิตเว็บไซต์ส่วนตัวด้วยโปรแกรม Dreamweaver 2004 (http://www.student.chula.ac.th/~47436652) 18. เขียน diary บันทึกพฤติกรรมที่ตนเองต้องการแก้ไขทุกสัปดาห์ พร้อมเสนอแนะทางการดำเนินการแก้ไข และการดำเนินการ 19. วิเคราะห์และพินิจสาร เรื่อง บุญ ของจ่าง แซ่ตั้ง 20. จดบันทึกและพิมพ์แบบสังเกตุการจัดการเรียนรู้ 21. ฝึกปฏิบัติงานเทคโนโลยีการศึกษา 4 แห่งๆ ละ 6 ชั่วโมง 22. ค้นคว้าหาเอกสาร หนังสือ ตลอดจนแผ่น CD และ DVD ที่เกี่ยวข้องมาประกอบทำสื่อประกอบการจัดการเรียนรู้ กาพย์เห่เรือ 23. จัดทำบทรายการโทรทัศน์ เรื่อง กาพย์เห่เรือ (รออาจารย์อนุมัติก่อนลงมือผลิตรายการ) 24. ผลิตสื่อประกอบการจัดการเรียนรู้ เป็นรายการโทรทัศน์ เรื่อง กาพย์เห่เรือ 25. อ่านหนังสือและทำข้อสอบย้อนหลังของ TU-GET 26. อ่านหนังสือเกี่ยวกับวารสารศาสตร์ 27. คัดลายมือภาษาจีนและท่องบทสนทนาที่จำเป็น 28. เตรียมตัวทดสอบความรู้ภาษาอังกฤษที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 29. เตรียมตัวสอบกลางภาค วิชา ภาษาอังกฤษเพื่อการทำงาน 30. เตรียมตัวสอบกลางภาค วิชา ระเบียบวิธีวิจัยทางการศึกษา สีแดง คือ งานที่เสร็จเรียบร้อยไปแล้ว (16 งาน) ส่วนสีดำ คือ งานที่กำลังลงมือทำอยู่ (14 งาน) จะเห็นได้ว่า วันนี้ซึ่งเป็นที่ 10 ธันวาคม (วันที่เขียน Blog) เราก็มีงานมากมายขนาดนี้แล้ว และยังไม่นับวันต่อๆ ไป ที่อาจารย์จะทยอยสั่งเข้ามาเพิ่มเติมอีกเรื่อยๆ ลองคิดดูว่า งานจะมีมากมายแค่ไหนกัน หมายเหตุ - - ทุกงานล้วนเกี่ยวข้องกับการศึกษาทั้งสิ้น |
|
|||||
|
|